มีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวกะเขาบ้างครับ พอดีมีเพื่อนมาจาก กทม. ก็เลยพาเพื่อนเที่ยวซะหน่อย
จริง ๆ ก็ไปหลายที่ครับ แวะเที่ยวตามรายทางที่ผ่าน แต่กระทู้นี้ก็ขอเป็นเฉพาะน้ำตกสร้อยสวรรค์ครับผม
เริ่มออกเดินทางจากอำเภอเมือง อุบลราชธานี เมื่อเวลา ๙.๐๐ น. มุ่งหน้าสู่อำเภอพิบูลมังสาหาร
ถึงพิบูลมังสาหารก็ต้องใช้การตัดสินใจพอสมควรครับว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวาก่อนดี
สุดท้ายก็ตัดสินใจเลี้ยวซ้ายก่อนล่ะกัน มุ่งหน้าสู่อำเภอโขงเจียม ทันที
ถึงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ก็แวะพักรถก่อนครับ แวะเก็บภาพ แวะกราบสรีระของหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี
หลังจากนั้นก็ออกเดินทางต่อไป ออกจากวัดได้ราว ๔๐๐ เมตร ก็ถึงทางสามแยกก็ต้องพบความผิดหวังครับ
เพราะคิดไว้ในใจว่าคงมีป้ายบอกระยะทางว่าถ้าไปสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ กี่กิโลเมตรกัน ถ้าเป็นคนต่างที่
ก็คงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้ายดี แต่ดีหน่อยที่พอทราบว่าถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าตัวเมืองอำเภอโขงเจียม
จริง ๆ แล้วตำแหน่งสามแยกตรงนั้นน่าจะป้ายขนาดใหญ่ เพื่อบอกทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ
เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งผาแต้ม เสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์
น้ำตกทุ่งนาเมือง และที่สำคัญคือ น้ำตกแสงจันทร์ ที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง
เรามาเดินทางกันต่อดีกว่าครับ คณะเราเลี้ยวซ้ายครับ เพื่อมุ่งหน้าไปตามเส้นทางศรีเมืองใหม่
บรรยากาศรายทางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติที่แสนร่วมรื่นของป่าไม้ครับ เดินทางไปก็สังเกตป้ายรายทางไป
แต่แล้วคณะของเราก็พลาดจนได้ ต้องกลับรถย้อนมาใหม่เพราะเห็นป้ายขนาดเล็กแว๊บ ๆ ว่าไปน้ำตกสร้อยสวรรค์
ไปถ้ำปาฎิหารย์


ป้ายเล็กครับ น่าจะเป็นชาวบ้านทำขึ้นเอง

ต้องสังเกตครับ เพราะป้ายอยู่ใกล้กับต้นไม้และมีขนาดเล็ก
ฉะนั้นถ้าท่านจะเดินทางไปเที่ยว ท่านต้องสังเกตป้ายให้ดีครับ
สภาพถนนมีหลายรูปแบบครับ ดีบ้าง เสียบ้างเป็นระยะ อย่าขับขี่ด้วยความเร็ว เพราะมีหลุมบ่อตลอดเส้นทาง

เดินทางไปตามเส้นทางเรื่อย ๆ ครับ ก็จะพบป้ายบอกทางที่ทำด้วยแผ่นหินสีน้ำตาลเล็ก ๆ


และแล้วเราก็มาถึง อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ (หน่วยสร้อยสวรรค์) เราไม่รอช้าครับเพราะโปรแกรมเราเพิ่งเริ่มต้น
รีบซื้อบัตรที่ด่านเก็บค่าบริการ ด้วยอัตราผู้ใหญ่ ๔๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท

เจอน้อง ๆ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ อุบลราชธานี ด้วยครับ เลยเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

ออกเดินทางด้วยเท้าจากด่านเก็บค่าบริการ อีกระยะทาง ๕๐๐ เมตร ก็ถึงทางลงไปยังน้ำตกครับ
เมื่อได้สัมผัสกับน้ำตก การเดินเท้าที่ผ่านมาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งครับ ตะลึงกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้
ชมภาพกันเลยครับ











ดอกไม้ป่าบริเวณน้ำตก


เดินเก็บภาพซะจนเหนื่อยครับ เพราะบริเวณน้ำตกมีน้ำตกย่อย ๆ อยู่หลายที่ กว้างใหญ่ซะจริง ๆ
มองเห็นทางเดินขึ้นแล้วก็รู้สึกท้อครับ แต่ก็ต้องเดินขึ้นไป เหนื่อยก็พัก หลังจากขึ้นจากน้ำตกแล้ว
ว่าจะเดินไปชมทุ่งดอกไม้ซะหน่อย แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจครับ เพราะต้องเดินทางอีกไกล
ถ้าทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้นำรถเข้ามาจอดใกล้แหล่งน้ำตกได้ (เหมือนน้ำตกห้วยหลวง) ก็คงดี
เก็บแรงไว้เดินไปที่จอดรถดีกว่า อีก ๕๐๐ เมตร ตามเส้นทางเดิมครับ
พอมาถึงด่านเก็บค่าบริการก็เลยถือโอกาสแนะนำเจ้าหน้าที่ซะหน่อย ว่าน่าจะให้นำรถเข้าไปจอดข้างในได้
เพราะเดินขึ้นจากน้ำตกก็เหนื่อยพอแล้ว ยังต้องเดินมาที่จอดรถอีก ๕๐๐ เมตร
(ผมนึกถึงอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยทันที เพราะเขาให้ที่จอดรถอยู่ใกล้ทางลงน้ำตกนิดเดียว
เพราะด่านเก็บเงินก็เก็บไป สามารถขับรถเข้าไปอีก เพียงแต่บริเวณทางลงน้ำตกเขามีอาคารมากั้นไว้)
เจ้าหน้าที่บอกว่า ป้องกันการนำอาหารเขาไปรับประทาน หรือป้องกันการนำอาหารไปประกอบหรือทำครัวข้างใน
อ้อ...เจ้าหนที่ฝากมาบอกว่า บัตรที่ซื้อจากด่านเก็บค่าบริการ สามารถนำไปใช้ในด่านอื่น ๆ ได้ทั้งผาแต้มและแก่งตะนะ
แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้ภายในวันเดียวกันครับ
ว่าแล้วเราก็เดินไปยังรถ แวะซื้อน้ำดื่มดับกระหาย และเดินทางต่อไปยังน้ำตกแสงจันทร์ต่อไป
ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ