สวัสดี !
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: กราบพระ ๙ วัด ในตัวเมืองอุบลราชธานี  (อ่าน 36677 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อุบลไกด์
Administrator
Sr. Member
*****

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 441


Webmaster


« เมื่อ: วันที่ 10 มกราคม 09 เวลา 23:56:15 »

ปีใหม่ทั้งทีเลยหาโอกาสเข้าวัดครับ และแล้วก็ได้ฤกษ์ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ตระเวนกราบพระ ๙ วัด ตามจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ ขอเล่าเรื่องประกอบภาพเรียงตามลำดับดังนี้ครับ

เป้าหมายแรกครับ

๑. วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)







วัดมหาวนาราม ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ อ.เมืองอุบล เดิมชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์   แต่ชาวบ้านนิยม
เรียกว่า วัดป่าใหญ่ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่และถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดนี้ คือ     พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง   เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง  ลักษณะศิลปะแบบลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี ๕ เมตร   ถือเป็นพระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี


เป้าหมายที่ ๒ เป็นวัดแจ้ง แต่เมื่อเข้าไปแล้วศาลาการเปรียญและอุโบสถปิดครับ เลยเปลี่ยนเป้าหมาย

๒. วัดปทุมมาลัย





วัดปทุมมาลัย ตั้งอยู่ที่ ถนสรรพสิทธิ์ ตำบลใน อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๑ ๖/๑๐ ตารางวา  อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๑๙ เมตร ยาว ๓๑ เมตร เป็นอาคารทรงไทย กุฏิสงฆ์ จำนวน ๕ หลัง เป็นอาคารไม้ ๔ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง และศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๓๖ เมตร ปูชนียวัตถุมีพระพิชิตมารญาณสัพญบรมครูเจ้า (พระเจ้าวิเศษ) และพระพุทธศรีอุบลธานินทร์ปทุมมาลัยวัฒนศาสนา พระประธานในอุโบสถ ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕ เดิมตั้งอยู่ที่โรงเรียนอุบลวิทยาคม มีชื่อว่าวัดหนองยาง ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ กุฏิวัดหนองยาง จึงย้ายมาตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากที่เดิมประมาณ ๑๐๐ เมตร

ออกจากวัดปทุมมาลัย มุ่งหน้าสู่วัดทองนพคุณ แต่ก็ต้องผืดหวังครับอุโบสถปิด เลยเปลี่ยนเป้าหมาย

๓. วัดทุ่งศรีเมือง











วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่เลขที่ ๙๕ ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ทางทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง ใกล้กับสถานที่ราชการ คือ ไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี   มี เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๒๓ ตารางวาสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๖ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) แห่งวัดป่าแก้วมณีวัน (คือวัดมณีวนาราม หรือวัดป่าน้อยในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานีโดยกำเนิด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี (หรือตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ท่านมีอัธยาศัยน้อมไปทางวิปัสสนากรรมมัฎฐาน   แต่เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ  ต่อมาได้มา เจริญสมณธรรม อยู่ที่ป่าหว้าชายดงอู่ผึ้ง   เพราะเป็นที่สงบสงัด ที่นั่นคือ บริเวณวัดทุ่งศรีเมืองในปัจจุบันนั้นเอง

ออกจากวัดทุ่งศรีเมือง เป้าหมายต่อไปคือวัดที่อยู่ข้างกันคือเพียงข้ามถนนก็ถึงแล้ว คือวัดมณีวนาราม หรือวัดป่าน้อย แต่ก็ต้องผืดหวังเป็นครั้งที่ ๓ ศาลาการเปรียญและอุโบสถปิด เลยเดินทางไปเป้าหมายต่อไป

๔. วัดหลวง







วัดหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนพรหมเทพ ริมฝั่งแม่น้ำมูลระหว่างท่ากวางตุ้งกับท่าจวน (ตลาดใหญ่) มีเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๔ ตารางวา  เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๓๒๔  พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) อพยพมาจากดอนมดแดง  มาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้ง และเห็นว่าที่แห่งนี้เหมาะที่จะสร้างบ้านเมือง วัดวาอาราม เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เป็นที่อยู่อาศัยสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วยลงมือก่อสร้าง ให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์พร้อมด้วยท่านอุปฮาด ราชบุตร ราชวงศ์ ท่านท้าวเพี้ย กรรมการน้อยใหญ่ ร่วมกันก่อสร้าง วัดจึงสำเร็จสวยงามสมเจตนารมณ์  มีการสร้างโบสถ์  องค์พระประธาน  กุฎิ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร หอกลาง หอโปง หอระฆัง พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง เป็นสังฆาวาสที่สวยงามมาก เมื่อสร้างเสร็จได้ตั้งนามว่า วัดหลวง ซึ่งถือว่าเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี และถือได้ว่าเป็นวัดประจำเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก นั้นก็คือ เจ้าคำผง


๕. วัดสุปัฏนารามวรวิหาร









วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จ อ. เมือง จ.อุบลราชธานี  (ริมฝั่งแม่น้ำมูล ซึ่งไหลผ่านทางทิศใต้ของตัวเมืองอุบลราชธานี) มีเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๓๘  ตารางวา เป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของภาคอีสาน  มีสถานะเป็นพระอาราม หลวงชั้นตรี  สร้างในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าฯ ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปราบที่ทาง เริ่มลงมือ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๓ แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ และโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามว่า" วัดสุปัฏนาราม " ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงพระกรุณาโปรดยกฐานะของวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้น "วรวิหาร"  นามว่า  "วัดสุปัฏนารามวรวิหาร"

พระประธานในพระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ชื่อว่า พระสัพพัญญูเจ้าเป็นพระที่หล่อขัดเงาสิ้นโลหะ ๓๐ หาบ พระอุปัชฌายะสีทาอดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพาเป็นช่างโดยหล่อที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์หน้าวัดสุปัฏนารามนั่นเอง  เริ่มการหล่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๕๙ เวลา ๐๔.๐๓ น. แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๔๕๙ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ คืบ  (ก่อน พ.ศ.๒๔๘๓ ประเทศไทยนับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีและนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนสุดท้าย เดือนกรกฎาคมจึงมาก่อน)


๖. วัดศรีอุบลรัตนาราม









  วัดศรีอุบลรัตนาราม  เดิมชื่อวัดศรีทอง เป็นวัดธรรมยุตินิกาย  สร้างในปีพุทธศักราช ๒๓๘๙  หลังจากสร้างวัดสุปัฏนารามวรวิหารแล้ว ๒ ปี เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีพระบรมราชองค์การโปรดเกล้าพระราชทานวิสุงคามสีมา  วัดศรีทอง  เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑  และทรงพระราชทานชื่อวัดศรีทอง  เป็นวัดศรีอุบลรัตนาราม  เมื่อวันที่  ๑๒  มีนาคม  พุทธศักราช ๒๕๑๑
    อุโบสถหลังเดิมของวัดศรีทอง  ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา  ความคิดริเริ่มในการสร้างอุโบสถหลังใหม่ เริ่มจากนายชอบ  ชัยประภา  ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีและคณะสงฆ์  ทายกทายิกา  การก่อสร้างได้ลงมือขึ้นเมื่อวันที่  ๕  สิงหาคม ๒๕๐๘  รูปทรงของอุโบสถได้ถอดแบบจำลองมาจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีฝังลูกนิมิตและยกช่อฟ้า  เมื่อวันที่  ๒๙  มีนาคม  ๒๕๑๑  ปัจจุบัน  วัดศรีอุบลรัตนาราม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ  เมื่อ  พ.ศ. ๒๕๒๒


๗. วัดกลาง









วัดกลาง  ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๒๔๑ ถนนพรหมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒๒ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐  การสร้างวัดกลางนั้นพออนุมานได้ว่า เมื่อพระประทุมราชวงศา (ท้าวคำผง) เจ้าเมืองอุบล ฯ คนแรกได้จัดสร้างวัดหลวงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๒ ต่อจากการสร้างเมืองอุบลเสร็จแล้ว เป็นวัดหลวงคู่บารมีของเจ้าผู้ครองเมืองฝ่ายเจ้าราชวงศ์ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ตำแหน่งหนึ่งของเมืองอุบลราชธานี ได้แก่ท้าวก่ำ ซึ่งเป็นบุตรของพระวรราชวงศาก็มีจุดประสงค์ที่จะทำนุบำรุงถาวรวัตถุการกุศลเป็นอนุสรณ์ ให้เป็นหลักฐานมิ่งบ้านขวัญเมืองแบบเดียวกับเจ้าหลวง(พระประทุมราชวงศา) จึงได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับคุ้มเจ้าราชวงศ์ ในสมัยนั้นตำแหน่งเจ้าราชวงศ์ก็มีอำนาจรองจากเจ้าหลวงคนหนึ่ง คงไม่มีปัญหาอะไรในการสร้างบุญบารมี ประชาชนก็อนุโมทนาสาธุการด้วยดี ได้คัดเลือกพื้นที่ อันเหมาะสมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล จึงพร้อมประชาราษฎร์สร้างวัดขึ้นให้นามว่า ?วัดกลาง? เพราะอยู่ในย่านกลางเมืองอุบลราชธานี
   สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธา พระบทม์ เป็นประธานในวิหารเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสร้างวัด ซึ่งวัดกลางเป็นวัดเก่าแก่อายุมากกว่า ๒๐๐ ปี  ?พระบทม์? เป็นพระพุทะรูปปางมารวิชัยที่งดงามองค์หนึ่ง


๘. วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ









วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมืองอุบลราชธานี สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๓ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาวัดใต้ได้เปลี่ยนแปลงชื่อวัดเป็น ?วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ? เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่นามว่า ?พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ? เนื้อทองนาคสำริด หน้าตัก ๕๑ นิ้ว (๑.๒๗ เมตร) สูง ๘๕ นิ้ว (๒.๑๒ เมตร) ใช้ทองนาคเงินสำริดหล่อองค์พระหนักเก้าแสนบาท พระพุทธลักษณะเป็นปางมารวิชัย พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อที่วัดใต้ มีความสำคัญเป็น๑ใน ๕ องค์ ในจำนวนพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อในประเทศไทย ที่เชียงใหม่ ชัยภูมิ หนองคาย และที่วัดพระโต กิ่งอำเภอนาตาล อุบลฯ    กับที่ประเทศลาวอีก ๑ องค์

ออกจากวัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ก็เดินทางไปยังวัดที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม คือวัดเลียบ เป็นวัดสุดท้าย ครบ ๙ วัด

๙. วัดเลียบ













วัดเลียบ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๖ ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ปัจจุบันมีเนื้อที่ ๙ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา  ก่อตั้งเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๑,จ.ศ.๑๒๑๐ ร.ศ. ๖๗ ปีวอก สัมฤทธิ์ศก ตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ปีที่ ๒๕
ต่อมาหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีลเถร ขอพระราชทานขอเป็นวิสุงคามสีมาโดยท้าวสิทธิสารและเพี้ยเมืองจัน ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นวิสุงคามสีมา ตามพระบรมราชโองการ ที่ ๘๗ / ๓๐๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๓๙ ตรงกับปีที่ ๒๙ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ขนาดกว้าง ๕ วา ยาว ๗ วา



ภาพประกอบ
- ถ่ายเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๒

อุปกรณ์
- กล้อง Olympus E-500
- เลนซ์ Zuiko 14-54

ข้อมูลประกอบจาก...
- http://www.ubru.ac.th/ccu/
- http://www.lib.ubu.ac.th/ubon_temple/
บันทึกการเข้า

มุ่งมั่น สร้างสรรค์ เพื่อบ้านเกิดเมืองนอน อุบลราชธานี

หนุ่มนากระแซง
หนุ่มนากระแซง From Onsorn.com/forum
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28



« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 23 มกราคม 09 เวลา 17:40:01 »

วัดในเมืองอุบลบ้านเฮาก็สวยงามคือกันเนาะ
บันทึกการเข้า

บ้านนากระแซง ต.นากระแซง อ.เดชอุดม จ. อุบลราชธานี

devid44
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10



« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 26 มกราคม 09 เวลา 18:57:58 »

แวะมาเยี่ยมครับท่าน ตอนนี้เตรียมรูปโชว์ครับ
บันทึกการเข้า


babybell
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 17 ธันวาคม 09 เวลา 11:41:19 »

อยากไปอยากไป
บันทึกการเข้า


mrhengrasmee
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 12 มีนาคม 10 เวลา 01:15:50 »

อยากไปทำบุญบ้างครับ
บันทึกการเข้า

mrblog
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 18 เมษายน 10 เวลา 12:42:15 »

ขอให้มีความสุข ความเจริญกันนะครับ
บันทึกการเข้า

ชีวิตประจำวันคนไทย>>เพลงใหม่ๆ  รวมทั้งยังหาสำหรับพวกเนิ้ดๆ บทความดีๆ  วัยรุ่นก็ต้อง ฟังวิทยุออนไลน์

babypak123
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 31 พฤษภาคม 10 เวลา 17:50:37 »

เมืองไทยมีที่เที่ยวมากมาย
สวยๆๆ กันทุกๆๆภาคเลยค่ะ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: