สวัสดี !
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: แบกเป้ใบเดียวเที่ยว ลาวใต้...สบายดี  (อ่าน 37729 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« เมื่อ: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 11:43:50 »



แบกเป้ขึ้นหลังครั้งที่ 1

นับเป็นการเยือนลาวอย่างเป็นทางการ ด้วยความตั้งใจครั้งแรก
หลังจากการผ่านกระบวนการศึกษาข้อมูล แบกเป้ไปเท่ห์ที่ลาว
เราก็มีความมั่นใจ ที่จะก้าวข้ามแดนไป โดยผ่านทางช่องเม็ก(รถอุบล-ปากเซ)

ในช่วงนี้ (30 สิงหาคม 2550) รถมีเที่ยวเดียว หาได้มีหลายเที่ยวอย่างข้อมูลที่ได้รับมาไม่
อันเนื่องมาจากช่วงนี้ เป็นช่วงโลซีซั่น แต่กระนั้น รถก็ไม่ได้ว่างจัด
สำรวจจากตาปล่าว น่าจะมีผู้โดยสารซัก สิบกว่าคนได้

เราตื่นตีห้ามาเตรียมตัว ให้ทันรถรอบเช้าสุด และมาถึง บขส. 06.30 น.
ตรงดิ่งไปยังช่องขายตั๋ว โบ๋เบ๋ค่ะท่านผู้ชม ไม่มีใคร ก็อย่างที่บอกว่ารถในช่วงนี้ มีรอบเดียว
แต่กระนั้น ยังมีพี่แถวๆนั้นหวังดีรึป่าวก็ไม่รู้ มาบอกว่านั่งรถไปลงที่ช่องเม็กก็ได้(เอ๊าแล้วต้องนั่งไปรอทำไม???)
เราตัดสินใจกลับไปนอนต่อ ก่อนมาจองตั๋วในเวลา 09.00 น. และเดินทางเวลา 09.30 น.

การเดินทางสะดวก สบายดี รถก็ใหม่ แอร์ก็เย็นใช้ได้ คนขับก็ขับซะนิ่ม แต่อย่าหวังว่าจะมีการพักทานอาหาร
อย่าคาดคิดว่าจะมีน้ำมีอาหารแจกบนนั้น เตรียมตัวไปให้ดี (โชคดีเราไปฝากท้องกับร้านสามชัย ก่อนขึ้นรถ)
ถึงด่านชายแดนช่องเม็ก เราทั้งคู่เตรียมตัว เตรียมใจโดนโขก จากข้อมูลการโดนโขกที่ได้ศึกษามา
และแน่นอน เราไม่พลาดการโดนโขก จากก้าวแรกที่ข้ามดินแดนไทยไปต่างแดน เราดีใจที่เค้าทำให้
การเดินทางของเรา สมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น ด้วยการโดนโขก (เหมือนที่คนอื่นๆโดน)

เรามีใบผ่านแดนชั่วคราว เนื่องจากทำพาสปอร์ทไม่ทัน เราทำก่อนวันเดินทางแค่ 1 วัน ศาลากลางจังหวัด
กับพี่พนักงานใจดี ที่นั่งให้บริการบริเวณห้องใต้บันใดเล็กๆ ในราคา 30 บาท (ต้องขอบคุณพี่เค้าด้วย)
ส่วนใครจะทำพาสปอร์ท ต้องขับรถหรือเดินไปอีกซัก 500 เมตร ทำที่ อบจ. สังเกตุง่ายๆตรงที่รั้วสวย สวย นั่นแหละ

พูดถึงการโดน โขกครั้งแรกกันต่อ ...
เราลงจากรถที่ด่านช่องเม็ก เข้าไปประทับตราเอกสารที่ฝั่งไทย แล้วเดินตามช่อง มาจ่ายค่าเหยียบแผ่นดินลาว
ด้วยความเนียน จากข้อมูลในสมอง เรายื่นใบผ่านแดน พร้อมกับแบงค์ไทย ใบสีเขียว (ทำเหมือนเคยมา)
แต่เจ้าหน้าที่ลาวบอกว่าไม่พอ ต้อง 100 บาท อ่าว!!! กรูว่าแล้วววว ก็ทำเป็นซักไปว่าทำไมเก็บ100 คนอื่นๆหละ
เก็บเท่าไหร่ หวังให้เจ้าหน้าที่ลาว สะเทือนใจแล้วลดราคาให้ แต่ไม่เลย แกทำหน้าขึงขังบอกคนละ100
เราก็จ่ายไป ตามคำเรียกร้อง ต้องประสงคฅ์ กลับมาที่รถ หาพรรคหาพวก เพื่อความสบายใจ
เดินถามคนนั้นที คนนี้ที ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ บางคนก็ 40 บางคนก็ 50 บางคนก็ 80 เอ๊า!!!!
ไม่แจ้งใจเลยถามที่พี่คนขับรถ พี่เค้าบอก ถ้าพาสปอร์ท จ่าย 20 ถ้าใบผ่านแดน จ่าย 80
ฮ่าๆๆ โดนกันทั่วหน้า ข้าไม่ได้โดนคนเดียว แค่นี้ก็พอ สบายใจ เตรียมตัวนั่งรถต่อไป ยังปากเซ

ประทับตราเอกสารทั้งสองฝั่งเรียบร้อย ก็ขึ้นรถคันเดิม เดินทางต่อ
ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กๆ ที่ตื่นเต้นกับบรรยากาศใหม่ๆกลับมาอีกครั้ง ที่ลาวถนนหนทางบ้านเหมือง
ต่างจากไทย ไม่มากนัก แต่ก็ต่าง จากความรู้สึก ทุ่งนาปลูกข้าวเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของเราที่สัมผัสไม่เหมือนกัน
นั่งรถยังไม่หายตื่นเต้นก็เข้าเมืองปากเซ ข้ามสะพานใหญ่ยาว เริ่มเห็นบิลบอร์ด เบียลาว  ตลาด สนามกีฬา นั่นเป็นลงบอกว่า
เด๋วก็ได้ลงรถละ และมันก็จิงซะด้วย วู๊ววววว สบายดีปากเซ............


ข้อมูลที่ลืมไม่ลง
รถที่มีรอบเดียว ขาไป ออกจาก บขส.อุบล เวลา 09.30 น. (เปิดขายตั๋ว เวลา 09.00 น.)
ขากลับ ออกจาก ท่ารถ ลาว เวลา 15.30 น. (เที่ยวเดียวเหมือนกันค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 15:54:32 โดย จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล » บันทึกการเข้า

จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 13:31:51 »



วางเป้ที่ปากเซ วันแรก

ลงจากรถอุบลปากเซ เราโดนชาร์ต จากสามล้อบ้าง สองแถวบ้าง
แต่เราก็พยายามหลีกเลี่ยง เพราะจากไกด์ ในเวปนี้บอกว่า ค่ารถหนะแพง
เราตกลงกันก่อนข้ามฝั่งว่า อย่าด่วนตัดสินใจ ให้ต่อ ต่อ และต่อ โดยไม่ต้องกลัวว่า
จะไม่มีรถไป หลายคนจะเข้ามาช่วยถือกระเป๋า และชวนเราไปน้ำตก โหยเพิ่งมาถึงแท้ๆ
เราจึงบอกปัดไปว่า ขอหาที่พักก่อน พี่สามล้อ(สกายแลป) ชื่อจันโท ตามมาตื๊อ ขอไปส่งที่เกสเฮาส์
บอกเราเข้าเมืองปากเซอีกประมาณ 2 กม. ขอคิดในราคาคนละ 20 เราสองคนก็เลยโอเค
เกสเฮาส์ที่ไป พี่จันโท เป็นคนเลือกให้ บอกว่าถูก เราก็เออออห่อหมก เพราะไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน
ก็กะว่าถ้าไม่ชอบ ก็ไม่พัก พี่จันโท ตรงดิ่งไปยัง ท่าหลวงโฮเทล เมื่อรถเบรค เราก็ลงไปอย่างว่าง่าย

สอบถามราหาห้องพัก มีคารา 140,000 / 100,000 / 80,000 กีบ 500 /350 /280 บาท
เราเลยขอดูห้อง ว่าแต่ละห้อง มันแตกต่างกันเยี่ยงไร เราตกลงใจ เลือกแบบ 280 บาท
ไม่ได้งกนะคะ แต่ว่ามันเกินพอสำหรับการนอนหลับ อาบน้ำ พักผ่อน สบายกระเป๋าด้วย
ห้อง 140,000 / 100,000 อยู่บนตึกด้านหน้า มีป่องเยี่ยม(หน้าต่าง) ไว้รับลม มีทีวี ตู้เย็น แอร์
ห้องน้ำมีอ่าง (เตียงคู่ 140,000 เตียงเดี่ยว 100,000) ห้องตกแต่งคล้ายกัน แต่ห้องของเรา
มีลักษณะคล้ายห้องแถว อยู่ด้านหลังตึก มีแอร์ ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ห้องน้ำในตัวเหมือนกัน
ขาดก็แต่ตู้เย็น ซึ่งไม่จำเป็นเพราะเราต้องออกไปหรรษา มีเวลาอยู่ห้องก็แค่เวลานอน เท่านั้น
รวมทั้ง ยังมีความเป็นส่วนตัว มีบริเวณริมระเบียง ไว้จิดจักรยาน หรือแม้กระทั่งลากเก้าอี้
ออกไปจัดปาร์ตี้เล็กๆ ซึ่งก็ได้จัดกันจิงๆในคืนที่สอง ที่ปากเซ ...



หลังจากตัดสินใจ ขนย้ายของเข้าไปในห้องเบอร์ 15 แห่งท่าหลวงแล้ว เราก็เสาะหาพาหะนะ
ในการเดินทางในดินแดนแห่งใหม่ พี่ที่ลอบบี้แนะนำว่า เดินไปไม่ไกล มีร้านให้เช่ารถ
จักรยาน/มอเตอร์ไซค์ เราเดินกันไปท่ามกลางแสงแดดเที่ยงวัน ไม่ไกลแฮะ แต่ร้อน
พบเจอหนุ่มลาวนอนดูทีวีช่องไทยอยู่ จึงสอบถามรายละเอียดการเช่ารถ เราต้องการรถเครื่อง
แต่เค้าให้เช่าไม่ได้ เพราะเราไม่มีพาสปอร์ท เราก็ต่อรองว่าจะให้เก็บ ใบผ่านแดนของเราทั้งสองคนไว้
แลกกับการเช่ารถเครื่อง แค่คันเดียว แต่เค้าไม่ยอมบอกว่าเป็นกฎหมาย (ให้เช่าแต่คนต่างชาติ)
แล้วคนไทยมันไม่ต่างชาติยังไง เราก็เออ ออห่อหมก จักรยานก็ได้วะ ว่าจะเช่าคันเดียว เปลี่ยนกันปั่น
เนื่องจากภูมิประเทศภูเขา ที่มีเนินเยอะมาก กลัวปั่นคนเยวจะเหนื่อยแย่ แต่พี่เค้าไม่ยอม
ให้เช่าคนละคัน เพราะเพื่อนเรา ตัวใหญ่ไปนิด ฮ่าๆๆๆ ไม่เป็นไรคนละคันก็ได้ ตกลงตามนั้น
ค่าเช่าจักรยาน วันละ 55 บาท ต่อคัน ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ คันละ 400 บาทต่อวัน

เราสองคนปั่นจักรยานเที่ยว ท่ามกลางแดดที่กำลังระอุในเวลา บ่ายโมง หาที่แลกเงิน
อยากพกเงินแสนซักกะหน่อย และก็ได้แลก ที่ ศูนย์การค้า OTOP ถ้าจำไม่ผิด
เราซื้อร่มเล็กมาไว้กางปั่นจักรยาน ในราคา 140,000 กีบ ตก 50 บาทไทย
และแลกเงินที่นั่น คนละ 1,000 บาท / 275,000 กีบ (ควรแลกที่ธนาคาร จะได้ 280,000 กีบ)
แต่ด้วยความมักง่าย จ่ายคล่อง เรายอมเสีย ค่าแลก 5,000 กีบ ด้วยความน่าชื่นตาบาน
เราปั่นไปเรื่อย ไม่น่าเชื่อ ปั่นไปถึงตลาดดาวเรือง เกือบ 3 กม. ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า

แวะข้างทางไปเรื่อยนั่งจิบกาแฟเย็นคลายร้อน ที่ร้านจำปาดี คุยกะพี่คนไทย ที่จะไปดูโลเกชั่นทำหนังที่นั่น
จำชื่อเรื่องหนังไม่ได้ จำได้แต่พระเอกเป็นอนันดา  ..สบายดีๆ อะไรซักอย่าง (พี่เต๋าเค้านั่งรถอุบล-ปากเซมากะเรา)
ปั่นต่อไป หยุดแวะพิภิฑภัณฑ์ ชมนั่นนี่ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เยอะแยะ แต่เราฟังไม่หมด
เพราะสำหรับเราประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นเรื่องที่เราเบื่อหน่ายอยู่ ตั้งแต่สมัยเรียน
เราแวะอีกครั้งที่ตลาด ดาวเรือง เพื่อชิมเฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) เจอกับพี่ๆแม่ๆ สาวลาว นั่งจิบเบียร์ลาวชิลๆกลางตลาด
เปิดคาราโอเกะเพลงราว กันเฮฮาปาร์ตี้มาก บรรญากาศคล้ายตลาดในบ้านเราแหละ แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว



เฝอ...
จากการชิมเฝอที่ตลาด รสชาติคล้ายต้มเนื้อบ้านเรา ใส่เส้น บีบมะนาว ซะหอมฉุ๋ย มีผักมาให้ด้วยคนละจาน
และที่แตกต่างจากปรกติบ้านเรา คือเนื้อจะลวกแบบพอได้ลวก บางคนก็ชอบ แต่ถ้าใครไม่ชอบแบบสุกๆดิบๆ
อย่าลืมเน้น นะคะ ว่าขอเนื้อสุกๆ และช้อนค่ะช้อน มันเป็นช้อนยาว แต่ก้นลึกมาก ใช้ดีจึงบอกต่อ
เค้าเรียกกันว่า บ่วงซดแซบ แซบจิงๆค่ะ บ่วงนี้ช่วยเพิ่มอรรถรสในการซดได้เยอะเลย

หลังจากอิ่มหมีพีมันกันดีแล้ว เราเดินเล่นในตลาด สินค้าส่วนมากเป็น ใบยาสูบ เครื่องสังฑทาน
ปลาร้า อาหารแห้ง เครื่องจักสาร และที่ร้านนั้นเราได้งอบ (เค้าเรียกกรุบ) เหมือนสาวเวียดนามใส่กัน
มาบังแดดแทนร่ม ที่ไม่ค่อยถนัด ร่มเลยกลายเป็นแค่ เครื่องประดับห้อยคอรถ ไปในบัดดล
ทนร้อนไม่ไหว เราตัดสินใจกลับห้องพักไปนอนเอาแรง เพื่อที่จะลองปั่นจักรยานหาห้องพัก ที่ดีกว่า
ในราคาเท่ากัน หารถเครื่องมาใช้ซักคัน หาอะไรกินมื้อค่ำ รวมทั้ง หาสถานบันเทิงเพิ่มความครื้นเครงในต่างแดน

การกลับเข้าสัมผัสแอร์เย็นฉ่ำในห้อง อาบน้ำอาบท่ากะจะนอน มันไม่ใช่เรื่องง่ายในต่างถิ่น เพราะจิตใจเราอยู่นอกห้อง
นั่งนอนได้ไม่นาน เราก็พยักหน้าใส่กัน จับจักรยานคนละคัน พร้อมกรุบประจำตัวสวมหัว และออกตระเวนอีกที
โชคดีที่แตดคลายความรุนแรง เราปั่นไปปั่นมา หาที่เช่ารถเครื่อง และข้อมูลสำหรับคืนนี้ ปั่นแบบไม่มีจุดหมายซักพัก
เรากฅ็กลับไปตายรัง ที่ร้านจำปาดี อาจจะเป็นเพราะผู้คนที่นี่อัธยาศัย ใจดี กว่าทุกๆที่ก็เป็นได้
เรานั่งคุยไปเรื่อย กะเพื่อนใหม่ที่ร้าน ชื่อจ่อย เพื่อนเค้าชื่อศุ (เอ๊าชื่อเหมือนเราซะงั้น) นั่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันไปมา
จนสรุปได้ว่า หิวละ ฝากท้องซะเลย ถามหาอาหารถิ่น ก็เหมือนอาหารอีสานบ้านเฮา ที่เราคุ้นเคยแหละ
นึ่งปลา ตำแจ่ว แกงหน่อไม้ อะไรเทือกนี้ เลยสั่งส้มตำ กับผัดไทยมานั่งโจ้ กัน เพื่อนเราสั่งข้าวแกงเขียวหวาน
โอ๊ว ตำบักหุ่งเมืองลาว รสชาติได้ใจ จิงๆ เสร็จจากอาหาร และความสำราญแห่งคำพูด เราก็หาร้านรถเช่าต่อ

ในที่สุดก็โชคดี มีรถเช่าราคาถูก เช่า5 โมงเย็น คืนรถ 8โมงเช้า หมายความว่าเราไปเที่ยวกลางคืนได้ ในราคา 150 บาท
โอ๊วววววว ที่นี่มีราคารถเช่าตกแค่วันละ 300 บาทเท่านั้นเอง เหมือนถูกหวย เรารีบเช่าทันที แล้วก็คืนจักรยานให้กับร้านเดิม
ร้านเช่ารถร้านเดิม กะร้านใหม่ ตั้งอยู่บนถนนคนละเส้น แต่เดินได้ไ ม่ไกลนัก ร้านเช่ารถที่นี่ต่างจากบ้านเราคือ
เติมน้ำมันเท่าที่อยากเติม เวลาส่งคืนก็ไม่ต้องเต็มถัง ก่อนออกจากร้านเช่า(ซึ่งเป็นโรงแรม) เค้าบอกว่า ไปใส่น้ำมันก่อนเด้อ
หมายถึงให้เราไปเติมน้ำมัน เราสองคนไปเติมน้ำมัน 20,000 กีบ ตก 70 บาทมั้ง เต็มถังเลยคร๊าบพี่น้อง!!!
ขับไปทั่วปากเซ จนรู้แจ้งเห็นจิง ต่อถนนทุกสาย และกลับไปที่พัก เพื่อเตรียมตัวตระเวนราตรี

เสาะหาข้อมูลบอกว่า แถวๆนี้แหล่งปาร์ตี้ที่ใกล้สุดอยู่ แคมของ (ริมแม่น้ำโขง) เราขับไปเซอร์เวย์ก่อนการเดินทางในค่ำคืนนี้
เออจิงด้วย บรรยากาศแคมของ มองเห็นขัว ที่เราข้ามมาบนรถอุบล-ปากเซ มีร้านรวงริมน้ำมากมายให้หาความสำราญ
ทั้งอาหารการกิน เบียลาว รวมถึง Lotty สถานที่ ที่เราหมายตา ฮั่นแน่ เจออีกแล้ว พี่เต๋ากับทีมงานอีก1คน ที่เป็นคนไทย
จำชื่อพี่อีกคนไม่ได้จิงๆ แต่พี่เค้าก็น่าจะเป็นคนอุบลฯ เอ๊ะหรือคนกรุงเทพ แต่รู้จักเพื่อนร่วมงานกะเจ้านายเก่าเราที่อุบลด้วยแฮะ
พี่คนนั้นแนะนำให้ไปเที่ยวกรีนเฮาส์ แต่เราหมายตาลอตตี้ไว้ ทำไงดี ลอตตี้ก่อนละกัน จอดถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานว่า ลอตตี้ เจอกันแน่

ค่ำคืนนี้ที่ LOTTY PUB
lotty เป็นร้านอาหารชั้นบน และชั้นล่างนั่นแหละผับหละ หลังจากการอาบน้ำแต่งองค์ซงเครื่อง เก็บสัมภาระเรียบร้อย
เราก็ มาตามนัด lotty ช่วงเวลา 21.00 น. ช่างเหมาะเหม็ง คนชั้นบนก็เริ่มลงมาชั้นล่าง แรกที่เข้าไป เอ๊าตกใจ มาผิดที่รึป่าว
เห็นเค้ากำลังร้องคาราโอเกะกัน แต่พอจบ1 เพลง ดีเจกฅ็เปิดเพลงให้แด๊นซ์ 1 เพลง กรู๊ววววววววววววววววววว
ช่างลงตัวเสียจิงๆ เพลงที่ร้องกัน ส่วนใหญ่เป็นเพลงไทย ที่ได้รับความนิยม มีเพลงลาวเพราะๆสุดฮิต ปะปนมาบ้าง
เราสองคนตัดสินใจ โชว์ลูกคอในเพลง คนมันรัก ของไอซ์ ศรัญญู ฮ่าๆๆ น่าอายมาก ขอบอกร้องไม่ทัน
เราสั่งเบียร์ลาว 1 ขวด สปายเรทของพี่หมิว อีก1 ขวด มาบังหน้าเพื่อซึมซับ บรรยากาศยามค่ำคืน ที่นี่
เค้ามีกฎอยู่ว่า 1 ดริ้ง ต่อ 1 เพลง คาราโอเกะ แต่เราใช้ไปแค่ สิทธิ์เดียว เพราะทนความอับอาย ในการครางของตัวเองไม่ไหว
22.30 น. เปฅ็นเวลาอันสมควรที่ทางผับ จะประกาศเคอร์ฟิวคาราโอเกะ หมายถึงแด๊นซ์อย่างเดียวไม่ร้องละ ผับปิด 24.00 น.
เรากลับตอน 23.00 น. (เวลาทั้งหมดเป็นแค่เวลาโดยประมาณ) ที่ลาวจะปิดถนน เวลา ตี 1 ห้ามขับรถสัญจรไปมา
ร้านรวงปิดหมด อย่าหวังว่าจะมีโต้รุ่ง สำหรับรอบดึก ขับรถกลับก็เงียบเต็มที ไม่มีร้านเปิดซักเท่าไหร่แล้ว
เที่ยวทั้งคืน หมด 30,000 กีบ ตก 107 บาท จ่ายทิปไป 5,000 กีบ ตอนขอเพลงที่ 2 แต่บ๋อยเอาทิปมาคืน บอกว่า
ถึงเวลาต้องเลิกร้องเพลง ค่อยบ่อมีปัญญาซอยเจ้าอีหลี (เราก็งง ไม่เอาคืนคร๊าบพี่น้อง) เลยรู้สึกรักเมืองลาว
คนลาวช่างใสซื่อ น่าหลงรักซะจิงๆ ลองไปเที่ยวบ้านเราสิ ไม่ทิปก่อนเข้า อย่าหวังว่าจะมีโต๊ะ ก่อนกลับบ๋อยคนเดิม
ยังเดินตามมาส่ง พร้อมกับบอกว่า มื่ออื่นมาใหม่เด้อ ค่อยสิจัดการให่ ค่อยขอโทดอีหลี ค่อยด้อยปัญญาสิซอยเจ้า โห้ววว ...ซึ้ง
กลับห้องนอนหลับฝันดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 15:57:03 โดย จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล » บันทึกการเข้า

จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 15:28:49 »

วางเป้ไว้ก่อน หนีไปร่อนตาด


ตื่นแต่เช้าที่ลาวในวันแรก เพราะวันนี้เรามีทีเด็ด เริ่มจากนัดคืนรถตอนแปดโมง
เจ็ดโมงเราก็แต่งตัวตระเตรียมของ สำหรับท่องตาด ออกจากห้อง มาคืนรถ และหาอะไรรองท้อง
ตรงข้ามที่เช่ารถ ร้านอาหารจัสมิน มีแขก(ขอเรียกอย่างนั้น) ยืนทำท่าต้อนรับอยู่ เราไม่รีรอที่จะเข้าไป
เพราะพี่ชายคนไทยเค้าแนะนำมา ว่าโรตีอร่อย และแน่นอนเราต้องสั่งโรตี แต่ที่อยากชิมมาก และตั้งใจจะมากิน
ก็คือขนมปังปาเต (ข้าวจี่ปาเต) ที่เคยทานจากไทย จนติดอกติดใจมาแล้ว แต่น่าเสียดายในร้านจัสมินไม่มี
เลยได้เป็น โรตี กับข้าวจี่ไข่ดาวแทน (ข้าวจี่ : ขนมปัง ยาวๆ แข็งๆ เอามาย่างไฟ ไม่เหมือนข้าวเหนียวปั้น ปิ้ง แต่เรียกเหมือนกัน)
อิ่มอร่อยที่จัสมิน เรายังไม่อุ่นใจแอบแวะร้านข้าวจี่ปาเต ข้างทาง ขออีก 2 พกไว้กันพลาด และก็ได้ปาเตมาสมใจ สองก้อนตุนไว้

ก่อนที่จะเดินกลับไปรอรถสองแถวที่ห้องพัก นัดกันไว้ 8 โมง โอ๊วอาเมน พี่เค้าขับตามมารับเราถึงหน้าร้านปาเต
เพราะไปหาเราที่โรงแรมแล้วไม่เจอ ขอบคุณพี่โก้ (คนขับ + ไกด์จำเป็น) ที่ทำให้ไม่ต้องเหนื่อย
พี่โก้ ชวนเราเที่ยวน้ำตก 3 ที่ในราคาเหมา 1,200 บาทต่อคัน ตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ที่หน้าร้านชานมไข่มุก
เราก็สนใจเพราะตั้งใจอยากจะเที่ยวชมน้ำตกอย่างที่ ไกด์อุบลเคยแนะนำในหนังสือ แต่ก็แอบงกเงิน
เลยต่อรองกับอ้ายบ่าวโก้  ซึ่งพี่โก้ก็คิดแผนการตลาดที่แยบยล ตามกลไก ว่าจะชวนฝรั่งให้อีก 1 คน มาแชร์กัน
เราเลยตกลงกันในราคา คนละ 400 บาทไทย พี่โก้ขอมัดจำไว้คนละ 200 เราจ่ายไปแค่ 2 คน 200 ฮ่าๆๆๆ

พี่โก้มารับเราและขับไปรับเพื่อนร่วมทริปอีกคน ฝรั่งโชคดีที่จะได้ร่วมทริปกับเรา พักที่ ที่เราไปเช่าจักรยาน
เค้ายังไม่ตื่น พี่โก้เข้าไปปลุก มาขึ้นรถ สอบถามตามความสรุปได้ว่า ชื่อ โฮลนี่(ออกเสียงแบบนี้ แต่อธิบายต่อว่า แปลว่าผึ้ง)
แถวบ้านจะเรียกฮันนี่นะเนี่ย อ๊ะโฮลนี่ก็โฮลนี่ เค้าเป็นชาวฝรั่งเศษ เพื่อนชาวไทยเรียกเค้าว่ารันนี่ บิวเลยแซวว่า รันนิ่ง
แล้วทำท่าวิ่ง แซวอีกทีเมื่อถึงสนามแล่น เมืองปากเซ เราสามคนพร้อมแล้วกับทริปนี้ ไปเล้ย พี่โก้!!!!




ตามโปรแกรม เที่ยว 3 น้ำตก พี่โก้บอกจะแวะให้เที่ยวชม ไร่ชา ไร่กาแฟ เป็นของแถม เรามีหรอจะปฎิเสธ ดังนั้นเราจึงมุ่งสู่เป้าหมาย
โดยมีไร่ชา เป็นที่แรก ที่ไร่ชา กม. ที่ 32 คุณตาเจ้าของไร่ ท่าทางใจดีเดินออกมารับ และเราโชคดีที่ไปประจวบเหมาะกับการได้เห็น
วิธีคั่วชา นอกจากนี้พี่โก้ยังสอนวิธีเด็ดยอดชาให้เราด้วย ซึ่งเปฅ็นวิธีที่ง่ายนิดเดียวแต่ไม่รู้มาก่อน เราจะสอนคุณ ให้เด็ดเป็นเหมือนเรา

วิธีเด็ดยอดชา
1.ต้องนับเลขเป็น มีทักษะทางคณิตศาสตร์ เท่านั้นจึงจะเด็ดได้
2.นับใบชา จากยอดสุด จำนวน 3 ใบ
3.เมือนับได้ 3 ใบ ให้เด็ดก้านยอดชาใต้ใบที่ 3
4.เป็นอันเสร็จวิฅธีพิชิตยอดชา ลงมาจากต้น

เดินดูนั่นนี่ในไร่ ก่อนจะไปนั่งชิมชาเขียวของคุณตา และซื้อกลับมาฝากคุณย่าที่อุบล 1 กล่องกิ๊กเก๋ (กล่องแฮนเมด)
คุณตาบอกว่า ชาที่บรรจุญี่ห้อต่างๆ ที่วางอยู่ตรงหน้านี้ มาจากไร่ของชาวบ้านด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อนายทุนนำไปใส่
บรรจุภัณฑ์ ก็กลายเป็นชามีญี่ห้อ ที่มีราคาแพงขึ้น คุณตายกตัวอย่างชาห่อเล็กๆที่มีราคาแพงกว่าชาถุงใหญ่ ที่คุณตาแพคเอง
ในถุงใส ว่าถุงเล็กมันแพงกว่า และแน่นอนว่าข้าพเจ้าก็ซื้อแบบกล่องเล็กๆ แพคเกจสวยๆเน้นย้ำกับคุณตาอีกทีว่า
...หนูไม่ชอบของเยอะ หนูชอบของสวยๆ ฮ่าๆๆ และแล้วก็ถึงเวลาร่ำลาคุณตา เพื่อไปหาตาด ตาด ตาด




ที่แรกหลังจากไร่ชา เรามาเจอตาดฟาน น้ำตกที่ไหลจากร่องเขา ดำดิ่งสู่หุปเหลว เหมือนน้ำตาไหลบ่าลงมาแรงๆ
สองสาย แต่เราไม่สามารถสัมผัสได้ซะทีเดียว แต่ยอมรับว่าสวย สวยมากเลยหละ ดูในรูปสิ น่าเสียดายที่ไม่ได้สัมผัสสายน้ำ
ทางกาย ได้แต่ใช้จิตดำดิ่งสู่ก้นเหวลึก ตามละอองน้ำที่พรมอากาศอยู่ทางด้านล่าง เราจึ่งใช้เวลาที่ตาดฟานไม่นานัก




เคลื่อนกาย ย้ายแหล่งจากตาดสู่ไร่อีกครั้ง คราวนี้มีเฮ เพราะต้องเผชิญหน้ากับไร่กาแฟ แน่นอนจินตภาพเปล่งปลั่ง เต็มไปด้วยพลังแรงใจ
เพราะยังไงคงได้ชิม เหมือนที่ไร่ชา และก็จิงๆด้วย รถจอดหน้าไร่ชา ชาวบ้านละแวกนั้นอยู่กันเต็มเพิงศาลา เห็นพี่โก้บอกว่าเค้ามีประชุม
ในส่วนของชุมชน แต่เราก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างดี มีเก้าอี้ที่ยกมาเพื่อพวกเราให้นั่ง แต่คราวนี้เห็นแต่ถังคั่วกาแฟ เพราะกาแฟคั่วเสร็จแล้ว
เรานั่งจิบกาแฟกัน พลางหยอกเย้ากระเซ้าแหย่เพื่อนชาวต่างชาติ สอนวิธีต้อนเป็ด ไก่ เข้าเล้า เพราะรันนี่ สนใจถ่ายรูปเป็ด
ซักพัก ตัวโจ๊กของวงกาแฟก็เดินผ่านมา มันก็คือหมูนั่นเอง หมูที่ลาวไม่ได้อยู่คอกเหมือนหมูที่ไทย เค้าปล่อยให้มันเดินเตร็จเตร่ลอยชาย
ตามสบายท่านหมู รันนี่ทำเสียงหมูได้เหมือนมาก เราจากไร่กาแฟมาด้วยเสียงหัวเราะ ของคนเริ่มถูกคอ


                                                                                                         

เป้าหมายต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เงือกสาวจากเมืองไทย จะแวกว่ายในสายน้ำลาว ตาดเยื้อง น้ำตกอีกแห่งหนึ่งในโปรแกรม
นับเป็นน้ำตกที่ข้าพเจ้าชอบมาก มาก มากกกกกกกกกกกก ถึงมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้สัมผัสน้ำเย็นๆแล้ว
ยังมีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นอย่างยิ่ง เราเดินข้ามซุ้มประตูมาเห็นน้ำตกที่สวย สะพานไม้ข้ามน้ำไปยังเกาะสนามหญ้าที่สามารถนั่งปิคนิคได้
เพราะมีศาลารับรองเรียงราย อย่างลงตัวอยู่โดยรอบ มองเห็นน้องสาว ชาวพื้นถิ่นไกลๆแต่เรายังไม่เดินลงไป เราเลือกที่จะเดินชมน้ำตกใหญ่ข้างล่างก่อน

โอ๊ววววว ไม่เดินลงมาแม่ด่าตาย ส่ามาไกลถึงลาว ถ้าพลาดคงนอนไม่หลับ เราเดินลงเขาด้วยสะพานเถาวัลย์บ้าง หินบ้าง บันใดไม้บ้าง
มาถึงศาลาด้านล่าง น้ำตกใหญ่ ที่เฅ็มไปด้วยหมอก ละอองน้ำ รันนี่ รีบฝากกล้องพร้อมกับขอให้เราถ่ายรูปให้ ก่อนจะวิ่งไปเกาะชมวิวฝั่งตรงข้ามน้ำตก
เรารับหน้าที่เธคแคร์ถ่ายรูปให้ รันนี่ จนลืมถ่ายภาพตัวเอง อีกอย่างกลัวกล้องเจ๊งเพราะชื้นมาก แต่ข้างล่างสวยจิงๆ เหมือนในเทพนิยายอะไรประมาณนั้น
ซักพักก็มีนักท่องเที่ยวอีก กรู๊ปตามมาถึงเราเลยสวนกระแส กลับขึ้นไปน้ำตกเล็ก แต่ผิดหวัง เล่นไม่ได้ เพราะน้ำเย็นเกินไป สาวไทยไม่ชิน ฮา!! ลาตาดเยื้องแค่นั้น




อุทยานบาเจียง ตาดผาส่วม โปรแกรมสุดท้ายในทริปนี้ ที่ๆเราจะไปฝากท้อง ในช่วงเที่ยงวัน นอกจากธรรมชาติที่รังสรรค์ความงามมาให้
ยังมีนักลงทุนจากเมืองไทยไปแต่งแต้ม ส่งเสริม ทำให้ตาดผาส่วม มีความครบพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร การต้อนรับ รวมไปถึง
การจำลองวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ ไว้ได้อย่างงดงามและลงตัว มีพืชพันธ์หลายอย่าง ที่ไม่เคยเห็นละลานตาไปหมด การตกแต่งสถานที่สวยงาม
กลมกลืนกับธรรมชาติซะจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ผาส่วมมีเสน่ห์ที่น่าหลงไหล ในแบบฉบับของมัน เราเดินจนขาขึ้นปั้น
กระทั่งฝนปรอย ฟ้าปิด เรารีบหอมพุงอิ่มแปล้กระโดดขึ้นรถ มานวดขาแข่งกัน รันนี่ดูท่าทางอ่อนล้า บิวท่าทางอิดโรย ส่วนข้าพเจ้า ยอมรับว่างอม ฮ่าๆ
แต่ก็ยังนั่งชมวิว แปลกเปลี่ยนความรู้กับรันนี่มาตลอดทาง ผ่านสวน ผ่านภูเขา ผ่านหมู่บ้านทำมีด ตีมีด และก็ผ่านไปอีก 1 กลางวัน

ก่อนจะกลับมานอนเอาแรง เพื่อตระเวนราตรีต่อ ในยามค่ำคืน แต่คืนนี้มีเฮแน่นอน รออ่านตอนต่อไป...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 กันยายน 07 เวลา 16:29:39 โดย จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล » บันทึกการเข้า

จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 05 กันยายน 07 เวลา 23:02:05 »



[size=18]ทิ้งเป้ห่อเหี่ยว ...เตรียมเที่ยวกลางคืน[/size][/b]

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เรากำลังจะนอนเอาแรงกันซักหน่อย
แล้วค่อยตื่นขึ้นมาเมื่อฟ้ามืด แต่ความรู้สึกเดิมๆ มันก็กระตุ้นชีพจร นอนไม่ได้
เราแค่อาบน้ำให้สดชื่น นวดขานวดเท้าให้เข้าที่... ระวัง...ไป!!
และก็ควบแมงกะไซค์ ออกไปนั่งชิล(อีกแล้ว) ที่จำปาดี(อีกแล้วครั้งที่สอง)
ติดต่อสอบถามว่าคืนนี้มีที่ใหม่ น่าสนใจกว่าเดิมไม๊ และคำตอบที่ได้คือ มี!!! 
วันนี้ศุ กับจ่อยแนะนำแองจี้ ที่ กม.4 และก็ยังเน้นย้ำกับเราอีกว่า
ที่นี่เต็มรูปแบบ แด๊นซ์กระจายให้หายคิดถึงบ้าน
อันนี้เราเชื่อสนิทใจ เพราะขนาดยังไม่ไปเรายังแทบลืมบ้านเลย
และหนุ่มๆก็แนะนำว่าให้ไปเวลายอดฮิต คือ 3 ทุ่ม ดังนั้นเราจึงมีเวลานั่งชิลต่อ
และสงครามน้ำลายก็กระจายไปทั่วโต๊ะ วันนี้เจ๊แขกแม่บ้านประจำร้านก็แอบแจมอยู่ในซุ้มด้านหลัง
 ถามเราว่าไปเที่ยวไหนมาบ้าง เราก็เริ่มพรั่งพรูเหมือนพวกคับอกคับใจ
อยากระบายความสวยงามและความสนุกที่ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสมา
ศุ ชายผู้เคยเป็นไกด์ให้ข้อมูลเสริมเพิ่มเติมกับเราในแต่ละที่ทั้งในด้านประวัติศาสตร์
ปรัมปราน่าฟังบ้าง บางข้อมูลทำให้เราอยากร้องไห้เพราะบางที่ๆไปมีอะไรที่เรามองข้าม ยกตัวอย่างเช่น



ที่ผาส่วม บริเวณหมู่บ้านชนเผ่า ที่เราเดินผ่านดูแว๊ปๆเจอแค่คุณป้าทอผ้า คุณตาเล่นดนตรี เด็กๆๆ (3คน)
ร้องเพลงและฟ้อนรำ (สามอย่างที่ยกตัวอย่างการแสดงให้ชมอยู่บนบ้านคนละหลัง)
ศุ บอกเราว่าเค้าแบ่งเป็นบ้านนั่นบ้านนี่ แต่ที่เราพลาด คือบ้านจกสาว (ถ้าจำไม่ผิด)
เป็นประเพณีหรือการเสี่ยทายในการเลือกคู่ซักอย่าง หนุ่มไทยลองไปจก
อาจจะเจอเนื้อคู่สาวลาวงามๆก็เป็นได้ ก็ว่ากันไป 
สรุปง่ายๆคือ บ้านแต่ละหลัง มีอะไรที่ไม่ธรรมดา ถ้าท่านมีโอกาส
อย่าพลาดที่จะสอบถามเจ้าของบ้านแต่ละหลังดู (ไม่อยากให้เสียดายเหมือนเรา)
และสำหรับท่านใดที่ชอบเสาะหาหมอดู หรือมีความเชื่อโชคลาง ไกด์เมื่อสาย (ศุ )
ก็บอกเราว่าในบรรดาบ้านหลายหลังของหมูบ้านชนเผ่า มีบ้านหมอดูแม่นๆ ปะปนอยู่หนึ่งหลัง
และยังเล่าตำนานปรัมปราเกี่ยวกับผาส่วมให้เราฟังอีกด้วยว่า มีเจ้าเมืองท่านหนึ่งตั้งใจจะสร้างเป็นเรือนหอ
แต่สาวเจ้ากลับหนีการแต่งงานไปกับเจ้าเมืองอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งเรื่องประวัติศาสตร์เยี่ยงนี้
ความจำของข้าพเจ้าไม่สู้ดีบันทึกนัก เอา เป็นว่าถ้า สนใจท่านลองขอให้ไกด์หรือใครแถวนั้นเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ
เราคุยกันไป แซวกันไป ตะโหลกโปกฮา จนน้องสาวในร้านแอบมานั่งหัวเราะหลังเจ๊แขก
บรรยากาศบนท้องถนนช่วง ทุ่มครึ่งที่เริ่มเงียบทำให้ในร้านดูครื้นเครงเป็นพิเศษ
ต่อยอดจากเรื่องหมู่บ้านชนเผ่า ศุ เล่าให้เราฟังว่าจะมีคุณตา(พ่อเฒ่า) ที่นั่นคนนึง
(คนเดียวกันกะที่ดูหมอแม่นนั่นแหละ ชอบพิมพ์ให้งง ) แกจะมีปริศนาให้ทาย
และมีกลให้ลองแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ แต่อยากรู้คำเฉลยต้องจ่ายค่าครู (อันนี้ไม่มีตัวอย่างเราจึงคิดภาพไม่ออก)
ประมาณว่าเป็นเซียงเหมี่ยงแห่งเมืองลาว จ่อยเลยถามว่ารู้จักเซียงเมี่ยงไม๊
เห็นว่าฝั่งไทยก็มีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเซียงเมี่ยงหนิ
แหมเราก็ไทยที่ราบสูง จึงให้ข้อมูลไปว่ามากกว่ารู้ เพราะใกล้ๆบ้านเรามีสระที่ค้นพบคันไถของเซียงเมี่ยงด้วย
สรุปเค้าก็จะบอกเราประมาณว่าคุณตาคนนั้นเป็นเซียงเมี่ยงสมัยนี้ที่เมืองลาว
(เซียงเมี่ยง : ศรีธนญชัย)  ยกตัวอย่างไปยกตัวอย่างมา เราเลยหาเกมส์เล่นกัน สองสาวจากเมือง
ไทย ขอนำเสนอเกมส์ที่มีชื่อว่า เกมส์หมู (พูดละคิดถึงโฮลนี่ ที่ทำเสียงหมูได้น่ารักมาก)
เราขออุปกรณ์เป็นก้านไม้ขีด แต่ในร้านหาได้แค่ไม้จิ้มฟัน จับมาเรียง แล้วก็ทายปัญหา
ในขณะที่ ศุ เจ๊แขก เขียว(เพิ่งมาแจม)  ยอมแพ้ขอให้เฉลยกันหมดแล้ว
จ่อยยังนั่งคำนวนไม้จิ้มฟัน เพื่อที่จะจับออกและนำไปต่อให้ได้ตามกติกาที่เราตั้งไว้
เราใช้เวลานั่งกดดันจ่อย จนกระทั่งเรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น จ่อยแก้ปริศนาได้ และได้เข้าไปชิงเงินล้านกับเรา(เอ๊า!!!ไม่ใช่เกมส์อัจฉริยะข้ามคืน) 
สุดท้ายจ่อยก็ทำสำเร็จ และคิดปริศนาเพื่อมาแก้แค้นเรา เราทำแล้วแต่จ่อยบอกว่าไม่ใช่ เราเลยยอมแพ้
แต่ปัญหาคือว่า จ่อยเฉลยไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ ฮามาก จ่อยต่อรองขอไปคิดคำเฉยมาเฉยในตอนเช้า
เราเลยให้โอกาสจ่อยคิดคำเฉลย โดยทิ้งช่วงไปหาอะไรกินที่แคมของ กันสองคน และจะกลับมาฟัง
คำตอบ จ่อยรับคำท้า และนั่นก็เป็นเวลาที่เราต้องให้อาหารตัวเอง

ที่แคมของช่วง2ทุ่มเศษ ผู้คนยังขวักไขว่ ขับรถสวนกันไป มา ในเลนขวามือ ซึ่งวันที่สองแล้วเรายังปรับตัวไม่ได้ซักที
เราตัดสินใจจอดร้านข้างทางแบบเสี่ยงดวงเพราะไม่มีคำแนะนำ ไม่มีป้ายร้าน แต่ก็ไม่ผิดหวังค่ะ
อาหารของเราในค่ำคืนนั้น เต็มจนล้นโต๊ะ ประกอบไปด้วย เอ็นย่าง /ใส้หมูใส่ไข่ย่าง/ปลาพัน/ตำบักหุ่ง...



เอ็นย่าง : เป็นเนื้อติดมันมั้งคะ เสียบไม้ย่าง แต่รสชาตินุ่มลิ้นมาก ทานคู่กับเส้นขนมจีน+น้ำจิ้ม
ใส้หมูใส่ไข่  : อันนี้คงพอหาทานได้ในบ้านเรา ไข่ไก่ปรุงรสกรอกลงไปในใส้หมู นึ่งแล้วนำมาย่าง
ปลาพัน : แถวบ้านเรียกเมี่ยงปลา ปลาเผาเกลือ นำมาทานกับผัก เส้นขนมจีน ราดน้ำจิ้ม ค่ะ
ส้มตำ : เมนูคู่โต๊ะ (ไม่รู้จะสั่งมาทำไม สงสัยมันติดปาก)
***** ห้าดาวให้กับเอ็นย่าง ต้องลองชิมค่ะ ถ้ามีโอกาสไปหาไรทานที่แคมของ(ริมโขง) น่าจะเข้ากันได้ดีทีเดียวกับเบียร์ลาว
หลังอาหารเรากลับไปฟังคำเฉยของจ่อย และได้รับคำตอบว่า เราตอบถูกแล้วขอโทดทีจำผิด ฮ่าๆๆๆ ตลกดีแต่เราไม่เอาความ เพราะมีการใหญ่ที่ต้องใช้ความสมานสามัคคี นั่นก็คือแองจี้
ที่รอคอย แองจี้เป็นอีกหนึ่งราตรีที่เราอยากสัมผัส
แต่ด้วยระยะทางที่ไกลถึงหลักสี่(ไม่มีพลาซ่า ต่อท้ายนะคะ หมายถึง กม.4 ของปากเซ)
บวกกับสถานที่ตั้งไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ทำให้เราไปเองไม่ถูก อีกทั้งคงอันตรายมากสำหรับสองสาวอย่างเรา ถึงจะมีหน้าตาเป็นอาวุธ 
จึงต้องอาศัยเจ้าบ้านชำนาญทางพาไป เรานัดแนะไว้กับศุ และจ่อย
แต่พอกลับมาจากดินเนอร์โต๊ะตัวเดิมที่จำปาดี ก็มีสมาชิกมาเพิ่มอีกสองราย คือเสี่ยบ๊อป และพี่อึ่ง
(สองหนุ่มแรก กับสองหนุ่มหลังเป็นเพื่อนกันที่มหาลัย ว่างั้น!!) เราจึงได้สมาชิกเพิ่ม
จ่อยไปส่งเจ๊แขกกลับมาก็ได้เวลาทำการ บิดมอร์ไซค์ เข็มไมขึ้น40 ไปสี่กิโล
โอ้โห ฝุ่นตลบ หัวเพิงกันไปข้าง ก่อนจะถึง แองจี้ กิโลสี่
ฝากรถเสร็จสับ เราก็เดินแถวเป็นตับเหมือนลูกเป็ดเข้าไปข้างใน โอ๊ววว!!!แองจี้ 
ที่นี่เหมือนวันมิตติ้งของเรา เรามีโอกาศได้เจอพี่ร้านเช่ามอร์เตอร์ไซค์ หนุ่มเจ้าของร้านเช่าจักรยาน
สองหนุ่มโบกมือทักทายและเข้ามาทักเรา ด้วยการยกเบียร์ลาวให้ซดเป็นขวดๆ
แต่เราจำเป็นต้องปฎิเสธมิตรภาพ เพราะดื่มไม่เป็น และบอกว่าเดี๋ยวจะมาดิ้นด้วย หนุ่มๆก็โอเค(รู้สึกป๊อปปูล่าขึ้นมาบัดดล)
โชคดีที่วันนี้เราสั่งเบียร์ลาวมา ไม่ได้สั่งเพื่อบังหน้า มีเฮียบ๊อบ พี่อึ่ง จ่อย และศุ ช่วยกำจัดจนสิ้นซาก
ผลัดกันจ่ายบิลต่อบิล แองจี้ไม่มีการร้องคาราโอเกะ มีแต่ดิ้น ดิ้น และ ดิ้น เราเข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม
ดิ้นกระจายให้หายอยาก จนลืมไปว่ามาไกลต้องสำรวม
ดีเจเปิดเพลงไทยสลับสากล นานๆมีเพลงลาวสุดฮิตของหนุ่มๆวงเซล
และดีเจคนไทยรึป่าวไม่แน่ใจ แต่พูดภาษาไทยเพื่อเอนเตอร์เทน 
บรรยากาศคล้ายๆกับอันเดอร์กราวน์ บ้านเรา(สมัยก่อนอยู่ใกล้ๆจวนผู้ว่า)
5 ทุ่มเศษเราพยักหน้าพร้อมกันทั้งโต๊ะ
เพราะเกรงว่าจะกลับไม่ทันตำรวจปิดถนน
ไม่อยากสัมผัสคุกลาวซักเท่าไหร่ มานั่งกินขนมที่ขนไปจากเมืองไทยที่หน้าห้องพักซักครู่ก็แยกย้ายกันพักผ่อน และผ่านไปอีก หนึ่งคืน...หลับฝันดีที่ท่าหลวงเช่นเคย
บันทึกการเข้า

จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 05 กันยายน 07 เวลา 23:03:12 »



[size=18]หยิบเป้ ออกมา... เตรียมลาปากเซ[/size]

เช้าวันนี้ที่สายแล้ว 8โมงกว่าๆ ตื่นขึ้นมาเพราะห้องโดนบุกรุก จากหนุ่มลาวที่ไว้ใจได้
มาเคาะเรียกทานข้าวเช้าพี่อึ่ง มาได้ไง เอ๊ะฝันไปป้ะเนี่ย  งัวเงียจนลืมอาย คิดได้เลยเดินเข้าห้องน้ำ
ให้บิวมันรับหน้ารอ ฮ่าๆๆๆ แอบฟังบทสนทนาในห้องน้ำ ได้ใจความว่า พี่ชายพี่อึ่งมาจากเวียง(เวียงจันทร์)
มาทำการเลยไปรับมาตอน 6โมงเช้าพักห้อง 13 เอ๊าถัดไปแค่ห้องเดียว พี่อึ่งเดินเข้า
มาบ่นว่าเราตื่นสาย เป็นสาวเป็นนางพร้อมกับบอกว่าอาบน้ำ แล้วไปหาไรกินกัน
โอ๊วพระเจ้าจอร์ส ยอดใบชาหลัก32 วันนี้เราไม่มีโปรแกรมเลยตื่นสาย
พระเจ้าก็ยังประทานไกด์หมึกแดงมาแผลงรสแต่เช้า อาบน้ำกันจ้าละหวั่น เสร็จทันพอดี
ศุก็มาถึงอาหารเช้าของเราวันนี้ โหวตกัน 5 คน ระหว่าง เฝอ ร้านอร่อย กับ ข้าวเปียกเส้นเหลือง
เราเลือกอันหลังเพราะยังไม่เคยชิม พี่อึ่งบอก กินเฮ็ดหยังเฝอ บ่อเบื่อเบาะคันสิกินเฝอไปกินข้าวมันไก่ร้านบักจ่อยดีกว่า(ข้าวมันไก่ที่ว่าคือข้าวผัดไก่นะคะคุณๆ)
สรุปเราตกลงเป็น ข้าวเปียกเส้นเหลือง ร้านนี้เค้าอร่อยมาก ขายที่หน้าโรงหนังเก่า (ตอนนี้ไม่มีโรงหนังแล้ว)
ข้ามขัวเก่า(สะพานเหล็กสีเขียว ข้ามได้เฉพาะรถเล็ก รถยนต์ห้าม) ขับข้ามสะพานไปนิดบิวได้กลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือก็น้ำลายไหล
แต่ต้องทำใจอันนั้นบ้านเรามี ไม่ถึง กิโลกฅ็เจอโรงหนังเก่า ขณะที่เราพบเห็นยังพอเป็นโรงหนังอยู่ค่ะ
แต่ถ้าใครไปช้าอาจจะปรับปรุง เพราะบางส่วนใช้สังกะสีล้อมไว้หมดแล้ว มอบตัวซะ!!(เกี่ยวไม๊???)

โอ๊วโหข้าวเปียกเส้นเหลืองร้านนี้ ของเค้าดีจริงๆค่ะ คนแน่นร้านเลย และที่นี่เราก็ได้เจอกับบ่วงซดแซบ
ไม่รู้เราคิดไปเองรึป่าวเจอป่วงนี้ทีไร แซบทุกที แต่รสชาติเค้าหาที่ติยากเลยนะคะ
ในเพิงเดียวกันก็มีขนมหวานด้วยคล้ายบ้านเราค่ะ แต่ที่น่าสนใจก็คือ หมาน้อย
(ลักษณะคล้ายๆวุ้น เยลลี่ หรืออะไรที่หนึบๆ แต่ทำมาจากเครือหมาน้อย ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นเครือ) อร่อยและเย็นคอมากๆเลย ที่สำคัญ หวานมันสุดๆกะทิสดๆใส่แบบไม่หวง ใครไปอย่าพลาดนะคะเมนูนี้



กินอิ่ม ตาก็จะหลับไม่มีที่ไป หาซื้อของฝากกันที่ศูนย์การค้า ก็ไม่ถูกใจ ที่ตลาดก็ไม่มีอะไร ไปจบที่ร้านเครื่องเขียน
ได้สมุด(ปึ้ง)ของเด็กนักเรียนลาวมา กับหนังสือนิทานลาวอีกสามเรื่อง พอแล้วมั้ง เพราะมีชา กาแฟ จากไร่แล้ว มีเสื้อเยือนลาวจากผาส่วมแล้ว
ที่เหลือก็คงเป็นเหล้าลาวที่ช่องเม็ก มานั่งร่ำลากับจ่อยนิดนึงก่อนจะ ไปไหว้พระขอพรที่วัดท่าหลวง
มาบ้านเมืองเค้าทั้งที ต้องมีสักการะ วัดลาวได้ข่าวว่ามีสวยๆเยอะ วัดท่าหลวงก็คงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ได้เห็นกับตา
จวนได้เวลาจึงกลับไปแปกเป้ เช็คเอ้า ร่ำลาพี่เจ้าของโรงแรม พี่ที่ล๊อบบี้ โดยมีพี่อึ่ง กับศุ อาสามาส่งที่ตลาดแลง ท่ารถ บ่าย3นิดๆ

ยังพอมีเวลาให้บิวโซ้ยเฝอ ที่ท่ารถก่อนกลับบ้านสิ้นสุดทริปนี้
สบายดีที่ปากเซ ลาก่อน สปป.ลาว เจอกันอีกทีที่สวันเขต แล้วจะมาบ่นบ้าให้ฟังกันอีกทีนะคะ
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทางผ่านตัวหนังสือ ในกระทู้แห่งนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า

อุบลไกด์
Administrator
Sr. Member
*****

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 441


Webmaster


« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 06 กันยายน 07 เวลา 01:07:22 »

ขอบคุณครับ ที่นำเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่ออุบลราชธานีไกด์ อันที่จะเป็นข้อมูลสืบค้นอีกแห่งหนึ่ง

อ่านแล้วเหมือนได้ร่วมเดินทางไปด้วยทีเดียวเชียว  มีโครงการจะไปอีกหรือเปล่าครับ  อยากให้เป็นไกด์นำเที่ยวบ้างจัง
บันทึกการเข้า

มุ่งมั่น สร้างสรรค์ เพื่อบ้านเกิดเมืองนอน อุบลราชธานี

หนุ่มนากระแซง
หนุ่มนากระแซง From Onsorn.com/forum
สมาชิกใหม่
*

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28



« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 06 กันยายน 07 เวลา 06:09:28 »

ม่วนขนาด  Wink
บันทึกการเข้า

บ้านนากระแซง ต.นากระแซง อ.เดชอุดม จ. อุบลราชธานี

จิ้งจกตัวสุดท้ายของจักรวาล
Jr. Member
**

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 06 กันยายน 07 เวลา 19:22:17 »

คาดว่า วันที่ 10-11 ก.ย นี้ ภูจองนายอย
ส่วนลาวรอบหน้าคงไปที่สวันเขตค่ะ แล้วจะมาเล่าสู่กันฟัง
บันทึกการเข้า

อุบลไกด์
Administrator
Sr. Member
*****

จิตพิสัย: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 441


Webmaster


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 06 กันยายน 07 เวลา 19:34:47 »

คาดว่า วันที่ 10-11 ก.ย นี้ ภูจองนายอย
ส่วนลาวรอบหน้าคงไปที่สวันเขตค่ะ แล้วจะมาเล่าสู่กันฟัง


ขอให้สนุกนะครับ
แล้วอย่าลืมเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ  Wink
บันทึกการเข้า

มุ่งมั่น สร้างสรรค์ เพื่อบ้านเกิดเมืองนอน อุบลราชธานี

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: