|
|
ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นปีมหามงคลยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
พระมหากษัตริย์นักพัฒนาของโลกทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ข้าราชการบำนาญ
๑ ตุลาคม ๒๕๔๒
ผู้มีความพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อปฏิบัติการพัฒนาชุมตามรอยเบื้องพระยุคลบาท
โดยการปรับเปลี่ยนความปราบปลื้ม
ปิติยินดีสู่การปฏิบัติบูชาพัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ให้บังเกิดเป็นรูปธรรม
เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้
ก่อให้เกิดชมรมวัฒนธรรมแห่งสายน้ำอุบลราชธานีขึ้น
|
|
 |
|
ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระชนมายุครบ ๘๐
พรรษา ชมรมวัฒนธรรมแห่งสายน้ำอุบลราชธานี
ได้นำการศึกษาค้นคว้าถึงความเป็นอุบลราชธานีเมืองนักปราชญ์พบว่า
|
|
|
|
ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงภูมิความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตลอดจนปราชญ์ชาวบ้าน ทุกฝ่ายต่างค้นพบและยอมรับในมงคลวลีที่ว่า
อุบลราชธานีเมืองแห่งนักปราชญ์กันอย่างถ้วนหน้า อุบลราชธานีจึงเปรียบเสมือน
เพชรเม็ดงามหรืออุบลมณีแห่งดินแดนที่ราบสูงภาคอีสาน
|
|
อุบลราชธานีศรีวนาลัย ธานีแห่งราชะ ศรีสง่าแห่งไพรพฤกษ์
เป็นจังหวัดเดียวเท่านั้นที่ได้รับพระราชทานนามต่อท้ายว่า ราชธานี
|
|
 |
|
คำขวัญอุบลราชธานี เมืองแห่งดอกบัวงาม
แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย
หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์
ทวยราษฎร์ไฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา
ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์
|
|
องค์ประกอบความเป็นเมืองแห่งนักปราชญ์ของเมืองอุบลจากการศึกษาเอกสารและคำบอกเล่าของนักปราชญ์เมืองอุบลราชธานี
หลายท่านให้ความเห็นว่านาจะมาจากเหตุผลที่มีความเด่นชัด ๓ ประการ คือ
|
|
 |
|
ประการที่หนึ่ง อุบลราชธานีเป็นเมืองแห่งศิลปกรรมที่หลากหลาย
ซึ่งมีความต่อเนื่องและเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
มีชื่อเสียงปรากฏเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ
ศิลปะงานเทียนพรรษาเป็นศิลปกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของบรรพบุรุษชาวอุบล
ที่ได้สร้างสรรค์สั่งสมและถ่ายทอดศิลปกรรมงานเทียนพรรษาอันงดงามวิจิตรตระการตา
ประทับคุณค่าแห่งความภูมิใจของคนในอดีตสู่รุ่นปัจจุบัน
กล่าวได้ว่าเทียนพรรษาอุบลราชธานีสืบทอดมาจากรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา
และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
อุบลราชธานีจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งองค์ความรู้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับศิลปะงานเทียน
ยากที่จะมีเมืองอื่นใดเสมอเหมือน จึงสมควรได้รับการขนานนามว่า
อุบลราชธานีเมืองแห่งนครเทียน
ประการที่สอง อุบลราชธานีเป็นเบ้าหลอมแห่งศาสนา ความเชื่อ
ปรัชญาธรรมที่ยิ่งใหญ่ ศาสนาพราหมณ์ ก็ดี ศาสนาพุทธทั้งอาจาริยวาทและเถรวาทก็ดี
ความเชื่อปรัชญาธรรมที่แปลออกมาในรูปคำสอน วิถีชีวิตขนบธรรมเนียม
วัฒนธรรมก็ดี รวมทั้งคันถธุระ ซึ่งหมายถึงการจัดการศึกษาและการปกครองสงฆ์
และวิปัสสนาธุระ ซึ่งหมายถึงการศึกษาด้านการปฎิบัติธรรม
ในอดีตศูนย์กลางการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม คือ วัด
ซึ่งทำหน้าที่จัดการศึกษาสรรพวิทยาการต่างๆ ให้กับชุมชนตลอดมา
จึงสรุปได้ว่า อุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญในภูมิภาค
เป็นเมืองอริยสงฆ์ อุบลราชธานีมีพระสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัฒน์งดงาม
เคร่งครัดในพระธรรมวินัย
เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของปวงชนมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
จึงสมควรได้รับการขนานนามว่า อุบลราชธานีเมืองแห่งนครธรรม
ประการที่สาม อุบลราชธานีเป็นดินแดนที่รวมแห่งสายน้ำสำคัญ เช่น
แม่น้ำมูล แม่น้ำชี ลำเซบก ลำเซบาย ไหลมาบรรจบกัน
ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารนานัปการ
เป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำ
อันก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในทางศิลปะวิทยาการมากมายหลายด้านรวมทั้งสังคมที่สงบสันติสุขตลอดมา
จึงสมควรได้รับการขนานนามว่า อุบลราชธานีนครแห่งอารยธรรม
|
|
จากความโดดเด่นทั้งสามด้านที่กล่าวมา อุบลราชธานี
ได้นำผลการศึกษาเสนอมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี
เพื่อทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างอย่างเป็นระบบ
และมีมติตรงกันว่างานที่จะทำแยกเป็น 2 ส่วน คือ
|
|
 |
|
1. งานสืบค้น
ความเป็นอุบลราชธานีเมืองนักปราชญ์ด้วยการวิจัย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีเป็นผู้รับผิดชอบ
2. งานสืบสานอุดมการณ์อุบลราชธานีเมืองนักปราชญ์
เป็นผู้รับผิดชอบได้เริ่มงานที่เกี่ยวกับ นครธรรม นั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีได้พิจารณาเห็นตรงกันว่าความเป็นเมืองแห่งอริยสงฆ์
สมควรจะได้มีการดำเนินการอย่างรีบด่วน เพราะเรามีพระอริยสงฆ์ทั้งเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิดและจากจังหวัดอื่นที่ได้มาศึกษาเล่าเรียนแล้วนำเอาความรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง
ทั้งสายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ พระอริงยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงและก่อคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง
เช่น พระอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ พระอุบลลีคุณูปมาจารย์
พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ หลวงปู่ชา สุภัทโท
ฯลฯ |
|
พระอริยสงฆ์เหล่านี้ สมควรที่พุทธบริษัททั้งหลาย
จะได้ร่วมมือร่วมกิจร่วมใจสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อประเทศเกียรติคุณ
ความพร้อม ความเหมาะสมหลาย ๆ ด้านเห็นว่าน่าจะได้ทำจุดแรกให้กับ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แล้วขยายไปองค์อื่นอีกต่อไป
จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ พุทธอุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขึ้น ณ
ภูจันแดง ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ จ. อุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์คือ
|
|
1. เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั้งยืน
2.
เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเพื่อการดับทุกข์ร้อนให้กับชาวโลก
3. เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนหลักวิปัสสนากรรมฐาน
จนสามารถให้บริการนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทุกระดับ
ทั้งในและต่างประเทศ
|
|
|
|
บทความโดย
: ผศ. อาคม วามะลุน |
|
แปลโดย :
Mr. Peter Gadd |